Search for
Login | Username Password Forgot? | Email: | Create Account
Non English | Entries: 34 | Views: 362 | Updated: 7 months ago | | Add to My Feeds
Report

บทความนี้เป็นประสบการ์ณการทำ Internet Markting สาย EBay ในกรอบเศรษฐกิจพอเพียง จากคุณ porpeangseller โพสในเว็บไซต์ forums.sem.or.th (Thailand Search Engine Marketing Club) ต่อจากตอนที่ 1 การขายของในอีเบย์ กับ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว

ต้องขอขอบคุณทุกๆความเห็นที่ทุกท่านมอบให้นะครับ
หลังจากที่ผมได้อ่านความเห็นของบทความแรกของผม เรื่อง “เมื่อผมขายของในอีเบย์ ด้วย แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง”
http://forums.sem.or.th/index.php/topic,16698.0.html

ผมแทบไม่อยากเชื่อว่า ทุกท่านจะให้ความสนใจกับบทความแรกของผมขนาดถึงนี้
ดีใจมากเลยครับ
ไม่อยากเชื่อเลยว่า แค่ผมได้เห็นคำง่ายๆ อย่าง “ขอบคุณ” หรือ “รออ่านต่อ” เพียงแค่นี้
ก็ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันจนน้ำตาซึมเลยครับ
และสำหรับคำแนะนำดีๆมากมายที่เพื่อนๆมอบให้กับผม
ผมขอขอบคุณและจะนำไปปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนเองและงานเขียนให้ดียิ่งๆขึ้นไปครับ
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความที่ผมเขียนจากประสบการณ์เล็กๆของผม
จะสามารถสื่อถึงความรู้สึกดีๆที่ผมค้นพบจากปรัชญาพอเพียง ให้กับเพื่อนๆทุกๆคนครับ

“เมื่อผมต้องตกตะลึงกับเศรษฐกิจพอเพียงที่หลังบ้านผม”

หลังจากที่ผมได้ขายโปสการ์ดรูปในหลวงไปได้ซักระยะหนึ่ง
ผมก็รู้แล้วว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหาสินค้าเกี่ยวกับในหลวงมาขายให้เยอะยิ่งขึ้น

เพราะผมทราบดีว่า โปสการ์ดที่ผมขายอยู่นั้น เป็นสินค้าที่จะขายได้ดีในช่วงเทศกาลเท่านั้น
เมื่อจบเทศกาลแล้ว จำนวนผู้สนใจจะซื้อก็คงจะลดลง จนถึงหมดไปในที่สุด
เหมือนกับชะตากรรมของโปสการ์ดที่เหลือของผม ซึ่งจะต้องเข้าไปนอนหลับอย่างสงบในห้องเก็บของจนถึงปีหน้านั้นแหล่ะครับ

ผมจึงเริ่มปรึกษากับภรรยาของผมอีกครั้ง
โดยพยายามอธิบายว่า ทำไมผมถึงยังอยากขายสินค้าเกี่ยวกับในหลวง
เหตุผลสำคัญของผมก็คือ ละแวกบ้านผมนั้น ถือเป็นแหล่งขายส่งสินค้าเกี่ยวกับในหลวงเลยทีเดียว

ขออธิบายเพื่อให้เพื่อนๆได้เห็นภาพซักเล็กน้อยนะครับ
ในสมัยเด็กๆ ตอนช่วงประถม ราวๆป. 5-6
ช่วงนี้นั้น ผมได้รับอนุญาตให้เดินกลับบ้านจากโรงเรียนได้เองแล้ว

สิ่งที่ผมชื่นชอบก็คือ การมองดูร้านค้าที่เปิดกิจการอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน
ผมชอบดูร้านซ่อมรถและมอเตอร์ไซด์, ร้านขายอาหารตามสั่งที่ตั้งอยู่ติดๆกันหลายร้าน
เมื่อเดินผ่านคอนโดฯ ผมก็อดไม่ได้ที่จะมองขึ้นไปดูว่า ต้นไม้ที่ห้องชั้นสามยังออกดอกสวยอยู่รึเปล่า?
เมื่อมองข้ามถนนไปอีกฝั่ง จะมีร้านขายของเล่นเพื่อการศึกษาสำหรับเด็ก ขนาดหนึ่งห้องแถวอยู่หนึ่งร้าน
ผมไม่กล้ามองร้านนี้ เพราะหน้าร้านจะมีหุ่นไม้ที่แสดงรูปตับไตไส้พุงของคนอยู่หนึ่งตัวเสมอ
แม้คุณพ่อผมจะซื้อตัวต่อไม้สุดโปรดของผมจากร้านนี้ แต่ผมก็ไม่ค่อยชอบมองหน้าร้านนี้เท่าไร
ทุกครั้งที่ผ่าน ผมมักจะคิดเสมอว่า ซักวันเมื่อผมโตพอที่จะไม่กลัวเจ้าหุ่นไม้จอมโชว์ตับไตไส้พุงนี้เมื่อไร
ผมจะเข้าไปเพื่อดูของเล่นในร้านดูซักครั้ง

มีอยู่ร้านหนึ่งซึ่งพิเศษมาก ร้านนี้เขาขายเทปธรรมะครับ และจะมีคุณลุงป้านั่งเฝ้าร้านอยู่เสมอ
แม้ผมจะยังเด็ก แต่ผมก็รู้สึกชอบร้านนี้มาก เพราะผมไม่เคยได้ยินใครบอกว่า แถวบ้านของเขามีร้านขายเทปธรรมะอยู่เลย
นี่ทำให้ผมรู้สึกว่า ช่างเป็นเรื่องที่เท่เหลือเกิน ที่แถวบ้านผมมีร้านขายเทปธรรมะอยู่คนเดียว

แต่ที่ผมแอบไม่บอกที่บ้านก็คือ บางวัน ผมก็จะเถลไถล เดินอ้อมไปอีกไกลว่าจะเดินเข้าบ้าน
ที่ๆผมชอบแวะไปดูก็คือ ละแวกร้านขายธงชาติที่อยู่หลังวัดแถวบ้านนั้นเองครับ

สิ่งที่ดึงดูดผมก็คือ ทุกร้านจะมีธงชาติเยอะแยะเต็มไปหมด ส่วนมากก็จะเป็นธงชาติไทยหลายขนาด
มีพานธูป เครื่องบูชา และรูปในหลวงวางขายอยู่มากมาย
ภาพร้านที่มีธงชาติและรูปในหลวงเยอะแยะเต็มไปหมดนั้น ถือเป็นความทรงจำที่ระลึกถึงการแอบเถลไถล ไม่ยอมกลับบ้านของผมเลยครับ

เมื่อผมมีลูก ก็เป็นความบังเอิญว่า ผมต้องขับรถไปรับส่งลูก โดยต้องขับผ่านละแวกร้านขายธงชาติอยู่
สิ่งที่ผมเห็นในปัจจุปันนี้ คือ การขยายตัวของร้านขายธงชาติซึ่งมีมากขึ้น แต่ล่ะร้านก็ใหญ่โตมากขึ้น
ภาพในหลวงที่ตั้งโชว์อยู่หน้าร้าน ซึ่งเมื่อตอนเด็กๆก็ว่าใหญ่แล้ว ตอนนี้นั้น แทบจะกลายเป็นป้ายขนาดเท่าตัวจริงเลยทีเดียว

ผมรู้ได้เลยว่าแถวนี้นั้น ได้พัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางการขายส่งธงชาติ, ธงเฉลิมพระชนม์พรรษา และ พระบรมฉายาลักษณ์ทุกขนาดไปเรียบร้อยแล้ว
เพราะอะไรเหรอครับ?? ก็เพราะรถผมต้องติดอยู่หลังรถกระบะ หรือ รถบรรทุกที่มาขนสินค้าทีล่ะเยอะๆ เพื่อไปขายต่อที่อื่นนะซิครับ

ผมคิดว่า ผมน่าจะรีบมาหาสินค้าเกี่ยวกับในหลวงจากบรรดาร้านขายส่งเหล่านี้ เพื่อนำไปขายในอีเบย์แทนการขายโปสการ์ดที่กำลังจะหมดความนิยมโดยเร็ว
ดังนั้น,ตกเย็นหลังรับลูกเสร็จแล้ว, ผมก็ชวนภรรยาและลูกไปเดินเล่น โดยกะว่าจะเดินผ่านทางละแวกร้านขายธงชาติ และ รูปในหลวงนี่แหล่ะ
เรียกว่า พาลูกไปเดินเล่น พร้อมทั้งดูสินค้ามาขายไปพร้อมๆกันเลย
เมื่อไปถึง, หลังจากที่ดูๆ มองๆ ได้จนเกือบจะครบทุกร้านแล้ว
ผมก็บอกภรรยาว่า ผมคิดจะซื้อภาพในหลวงซัก 3-4 ใบ เพื่อนำมาลองแปะประกาศขายในอีเบย์ดู
โดยรูปที่ผมเลือกนั้น ผมคิดว่าจะซื้อภาพที่ดูแล้วกินใจ, ภาพฉลองศิริราชสมบัติครับ 60 ปี และภาพที่ทรงฉลองพระองค์สีชมพู
สรุปคือ ผมพยายามเลือกรูปที่น่าจะหายากที่เมืองนอก เอาแบบที่ใครมีแปะในบ้านแล้วคงจะเท่น่าดูเลยล่ะ

แต่ภรรยาสุดที่รักแอบกระซิบผม ให้ถอยออกมาจากร้านก่อน แถมยังห้ามไม่ให้ซื้อภาพอะไรทั้งนั้น
ผมเริ่มรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยขึ้นมาทันที เพราะผมไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ให้ผมซื้อ?
แถวนี้มันแหล่งขายส่งภาพในหลวงนะครับ? ทำยังกับว่าจะมีที่อื่นที่ถูกว่านี้อีกนั้นแหล่ะ??

เมื่อผมถามเหตุผลกับภรรยา เธอบอกว่า เธอเห็นร้านอีกร้านหนึ่งซึ่งก็ขายรูปในหลวงเหมือนกัน
เธอเลยอยากจะไปดูให้มันแน่ใจก่อนว่า ร้านที่เธอเคยเห็นนั้น จะขายถูกกว่ารึเปล่า?
(อธิบายเพิ่มเติม - ผมสามารถขับรถออกไปส่งลูกได้สองทาง ปกติผมจะขับออกทางซอยทางซ้าย
แต่ร้านที่เธอเห็นนั้น ต้องไปออกไปทางซอยทางขวา และต้องไปกลับรถด้วยครับ)

แม้ผมจะรู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย เพราะผมเสียเวลาเลือกรูปอยู่ตั้งนาน และผมก็ไม่อยากเดินมาเพื่อซื้อใหม่อีกรอบ
แต่ด้วยความที่ไม่อยากขัดใจภรรยา, เราจึงตกลงว่า หลังจากที่ไปส่งลูกเสร็จแล้ว เราจะไปดูร้านที่เธอบอกกัน

ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น ระหว่างที่ผมชับรถออกซอยทางขวา และกำลังกลับรถเพื่อไปส่งลูก, ภรรยาผมก็รีบชี้ให้ดูว่า นี่ไง ร้านที่เธออยากมาดู
เมื่อผมมองตามไป ผมก็เห็นร้านขนาดใหญ่ เป็นสองห้องแถว ที่มีรูปในหลวงใส่กรอบวางโชว์อยู่หน้าร้านนิดหน่อย
ส่วนในร้านมีชั้นวางของ ซึ่งน่าจะเป็นชั้นวางโปสเตอร์อยู่หลายชั้น

ผมประหลาดใจมากที่ ทำไมผมไม่เคยสังเกตเห็นร้านนี้มาก่อน ทั้งๆร้านก็ออกจะใหญ่โตแท้ๆ
บางที อาจจะเป็นเพราะตำแหน่งของร้านนั้น อยู่ในช่วงที่ผมต้องมัวแต่ระวังเรื่องการกลับรถจนผมไม่ได้มองวิวข้างทาง?
หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ผมคิดเอาเองว่า ละแวกร้านขายรูปในหลวงแถวบ้านผมเป็นจุดขายส่งที่ใหญ่ที่สุด และ น่าจะถูกที่สุดเท่าที่หาได้แล้ว
ผมจึงไม่สนใจที่จะคิดมองหาร้านอื่นเลยก็เป็นได้

และเมื่อเราส่งลูกเสร็จ และวนรถกลับมาดูร้านสองห้องแถวนั้น…
ภาพที่ผมเห็นทำให้ผมต้องตะลึงไปเลยทีเดียว!!!

ร้านขายรูปในหลวงสองห้องนั้น จริงๆแล้ว เป็นโรงงานผลิตโปสเตอร์ และ ภาพถ่ายรูปในหลวงครับ !!!

ในร้านนั้น มีโรงพิมพ์อยู่ด้านหลัง มีเครื่องพิมพ์ที่กำลังพิมพ์ภาพในหลวงออกมาวางเรียงซ้อนกันจนหนาเป็นฟุต
มีแบบโปสเตอร์และรูปในหลวงมากกว่าที่ผมไปเลือกแถวร้านที่ผมไปดูมาเมื่อวานเกือบสามเท่า
แถมราคายังถูกว่าราคาส่งที่ผมคิดจะซื้ออีกเกือบครึ่ง !!!

หลังการสอบถามพูดคุยกับเจ้าของโรงงาน (ซึ่งเขาก็นั่งขายอยู่หน้าร้าน)
ผมเพิ่งจะรู้ว่า ร้านนี้เปิดมานานหลายสิบปีแล้ว มีลูกค้าประจำมาซื้อแบบขายส่งแทบทุกวัน
ทางร้านก็เลยไม่ค่อยเน้นเรื่องขายปลีกเท่าไร เพราะขายส่งก็รวยเละแล้ว
ประกอบกับทำเลนี้ ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน (ชัวร์สิครับ ขนาดผมคนแถวนี้ยังไม่เดินเลย) เลยมีแต่พ่อค้าแม่ค้า มาซื้อไปขายต่อ

แฟนผมยิ้มไม่หุบ เพราะเธอคิดว่า โชคดีจัง ที่ยอมเสียเวลามาดูให้แน่ใจว่า ร้านไหนถูกที่สุด
ส่วนผมยิ้มไม่ออก เพราะว่ารู้สึกขายหน้าเป็นอย่างมาก
คิดดูซิครับ โรงงานผลิตนี้ อยู่ใกล้บ้านผมแค่นี้เอง แทบจะเรียกว่าอยู่ถนนหลังบ้านของผม ก็คงจะไม่ผิดซักเท่าไร
แถมยังเดินมาใกล้กว่าทางไปหลังวัดเสียอีก ภรรยาผมซึ่งมาอยู่ไม่กี่ปียังมองเห็น แล้วผมที่อยู่มาเป็นสิบปี มัวเอาตาไปมองอะไรอยู่ก็ไม่รู้?

บางที อาจเป็นเพราะละแวกนี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจในความคิดของผม
ตั้งแต่เด็กจนโต ผมไม่เคยมาเดินเล่นหรือสนใจละแวกนี้เลย เรียกว่าแทบจะเดินหรือขับๆรถผ่านๆไปเท่านั้นเอง

ผมได้คุยกับเจ้าของร้าน และบอกว่าผมประหลาดใจและอายมากที่ไม่เคยรู้เลยว่ามีโรงงานดีๆอยู่ใกล้บ้านแค่นี้เอง
เจ้าของร้านหัวเราะ แล้วก็บอกกับผมว่า ไม่เป็นไร เขาเข้าใจดี
เขาบอกว่า คนส่วนมากไม่ค่อยสนใจสิ่งที่ดีที่อยู่ใกล้ๆตัว มัวแต่ไปขนขวายหาสิ่งที่คิดว่าดีซึ่งอยู่ไกลตัว
ร้านของเขาก็เปิดมาหลายสิบปี ลูกค้าก็เป็นลูกค้าประจำที่ซื้อกันมานาน เกือบทุกคนก็แทบจะรู้จักกันหมด
ไม่เคยมีปัญหาเรื่องเบี้ยว บางที ทางลูกค้าขอเอาไปขายก่อนแล้วจะมาจ่ายให้เพราะหมุนเงินไม่ทัน ทางโรงงานก็ไม่ว่า
ทุกอย่างอยู่ที่ความเชื่อใจกัน
ผมถามว่าทำไมไม่ขยายร้านออกไป หรือจ้างคนขายไปเปิดตลาดเพิ่ม
คำตอบที่เจ้าของร้านตอบนั้น ทำให้ผมต้องจดจำมาจนถึงทุกวันนี้
เขาตอบว่า “แค่นี้ก็พอแล้ว เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เราผลิตของๆเราให้คนอื่นไปขาย
เราได้เงิน เขาก็ได้เงินด้วย จะจ้างคนไปขายของให้เรามันยากนะ แต่ถ้าเขาซื้อไปขายแล้วกำไรดี เขาก็กลับมาซื้ออีก แถมซื้อเยอะกว่าเก่าด้วย
ไม่ต้องปวดหัวเรื่อง พนักงานอีกต่างหาก”

เมื่อฟังจบ ผมรู้เลยว่า เจ้าของโรงงานนี้รักของลูกค้าของเขา…
ลูกค้าของเขาทุกคนเป็นเหมือนญาติ ที่อยู่กันมานาน
เจ้าของโรงงาน คุยด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา,ทั้งๆที่ผมน่าจะยิ้มไม่ออกแล้ว แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของเขาแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มด้วย

หลังจากที่ผมค้นพบโรงงานผลิตภาพในหลวง, คืนนั้นทั้งคืน ผมนอนไม่หลับเลยครับ
เพราะสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในวันนี้นั้น มันน่าตื่นเต้นและประทับใจผมมาก
เรื่องที่ผมได้พบเจอในวันนี้นั้น คล้ายๆกับโฆษณา “ชุมชนเป็นสุข” เหลือเกิน

ผมนอนย่อยความคิดอยู่นาน และพอจะสรุปออกมาได้ว่า

  1. ผมไม่ควรสร้างกับดักทางความคิดให้กับตนเอง - ผมมัวแต่จดจ่ออยู่กับละแวกร้านขายส่ง ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นแหล่งขายส่งที่น่าจะให้ราคาถูกที่สุดแต่ผมลืมไปตรวจสอบดูว่า มีที่อื่นที่ขายถูกกว่าอีกหรือไม่, ซึ่งภรรยาผมไม่ได้ละเลยความเป็นไปได้ในข้อนี้ซึ่งความจริงแล้ว ถ้าไปซื้อจากโรงงานโดยตรง ราคาที่ได้ย่อมจะต้องถูกกว่าแน่นอน แม้ว่าจะต้องซื้อเป็นปริมาณที่เยอะกว่า แต่มันก็คุ้มที่จะซื้อผมมัวแต่คิดว่า คงไม่มีทางไปหาโรงงานผลิตเจอหรอก (เพราะร้านขายส่งคงไม่ยอมบอกผมแน่ๆ) แค่เจอแหล่งขายส่งก็ดีถมไปแล้ว
  2. เป็นโอกาศที่จะขายถูกกว่าคู่แข่ง ก็ผมได้ราคาโรงงานนี่นา แถมโรงงานก็ลับแลซะขนาดนี้ คงมีคู่แข่งไม่กี่คนที่จะมาเจอร้านนี้เหมือนกับผมนี่เป็นจึงเป็นโอกาศทางการขายที่สุดยอด เพราะผมน่าจะได้ต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งคนอื่นๆไปอีกนาน
  3. โชคดีที่ผมไม่ใส่อาละวาดภรรยา ทั้งๆที่เธอพยายามขัดขวาง การซื้ออย่างขาดสติของผมด้วยความกล้าหาญ… และสุดท้ายเราได้ราคาโรงงาน เพราะคติประจำใจของผมที่ว่า “คุณ(ภรรยา)มักจะถูกมากกว่าผิด” ช่วยผมไว้แท้ๆเชียว
  4. เปิดใจกว้างรับความคิดเห็นอื่นๆ
    - เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยาก ยิ่งคนที่ให้ความเห็นเป็นภรรยารักของผม ซึ่งที่ผมคิดว่าไม่น่าจะรู้เรื่องแถวนี้ดีกว่าผมยิ่งแล้วใหญ่
    -เหมือนที่ปีเตอร์ ลินซ์ ชอบล้อเลียนว่า สามีที่โง่ในเรื่องหุ้น มักชอบดูถูกภรรยาตัวเองว่าไม่รู้เรื่องเงินๆทองๆ ทั้งๆที่คำแนะนำของภรรยานั้น ถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่านายหน้าค้าหุ้นเสียอีก ซึ่งคราวนี้ ผมเจอกับตัวเองเลยครับ
  5. ยังมีโอกาศที่ผมจะได้เจอร้านดีๆ หรือโรงงานดีๆ ในที่ๆผมยังมองไม่เห็น หรือไม่เคยสนใจอยู่อีกมากครับ ในหัวผมคิดถึงภาพร้านค้าที่ผมเดินผ่านกลับมาจากโรงเรียนตอนประถม แม้ผมจะไม่ได้เดินผ่านแถวนั้นอีกแล้ว แต่ผมก็ขับรถผ่านทุกวัน ร้านค้าที่ผมเคยเห็น ส่วนใหญ่ก็ยังคงเปิดกิจการอยู่ โดยเฉพาะร้านขายของเล่นเพื่อการศึกษานั้น เปิดเพิ่มเป็นสองห้องแล้ว ผมน่าจะรีบหาเวลาเข้าร้านไปดูของเล่นสำหรับเด็ก เพราะร้านนี้ขายของเล่นเยอะมากที่สำคัญ,ตอนนี้ ผมไม่กลัวเจ้าหุ่นไม้โชว์ตับไตไส้พุงแล้วครับ  และผมสังเกตเห็นว่า ทางร้านก็ได้ยกเจ้าหุ่นไม้นั้นออกไปแล้ว จะเพราะขายได้ หรือเพราะทางร้านเพิ่งจะคิดได้ว่า หุ่นไม้ตัวนี้นั้น มันไม่เรียกแขกเลยก็สุดที่จะรู้ส่วนร้านขายเทปธรรมะที่ผมเคยเดินผ่านก็ยังอยู่ ไม่รู้คุณป้าจะยังแข็งแรงอยู่มั้ย?ไม่รู้ป่านนี้คุณป้าจะเปลี่ยนเป็นผลิตซีดีแล้วรึยัง? เพราะถ้ายังเป็นเทป ผมคงเอามาขายที่อีเบย์ไม่ได้แน่ๆเลย (ฮา)
  6. คำพูดที่เจ้าของโรงงานพูดกับผม - ผมคิดว่านี้เป็น “เศรษฐกิจพอเพียง” อย่างแท้จริงผมต้องถือว่า เจ้าของโรงงานนั้นเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต เขามีลูกค้ามากมาย มีรายได้สม่ำเสมอ ผมเชื่อว่า เขาคงมีรายได้มากพอที่จะเป็นเศรษฐีย่อยๆคนหนึ่งได้ แต่เขาก็ยังดูเหมือนคนติดดินธรรมดา เขาไม่ต้องปวดหัว เรื่องพนักงานทำยอดขายไม่ได้ เพราะเขามีความสุขเมื่อลูกค้าที่เป็นเหมือนทั้งญาติและพนักงานขายส่วนตัวของเขา กลับมาหาเขาเพื่อซื้อสินค้าไปขายต่ออีกที เขาไม่เคยเสียใจที่เขาไม่ขยายกิจการให้ใหญ่โต เขารู้ “ขอบเขต” ของตัวเขาดีซึ่งหากวันนี้ เขามีกิจการใหญ่โต, เขาก็อาจจะมีปัญหาที่ต้องปวดหัวมากกว่านี้ก็ได้
  7. แล้วผมสามารถทำอะไรได้บ้างล่ะ?? ผมรู้ว่า ผมมีความรู้ทางอินเตอร์เน็ต, แล้วถ้าหากผมลองมองหาสินค้า จากร้านค้าใกล้ๆบ้าน แล้วนำมาขายทางอินเตอร์เน็ต (อีเบย์)ล่ะ? จะเป็นการช่วยเหลือสังคมรอบตัวใช่มั้ย? ผมคงจะได้รู้จักกับคนใกล้บ้านมากกว่านี้ วันนี้ผมอาจจะไม่รู้จักชื่อของพวกเขา หรือยังจำหน้าพวกเขาไม่ได้ด้วยซ้ำแต่วันหน้าผมอาจจะเป็นลูกค้าของพวกเขา และอาจจะจำชื่อและจำหน้าของเพื่อนบ้านได้ทุกคนด้วยใช่มั้ยครับ?ต่อไป หาลูกผมโตขึ้นและต้องเดินไป/กลับโรงเรียนเอง เพื่อนๆบ้านของผมก็น่าจะช่วยเป็นหูเป็นตาให้ลูกผมด้วยจริงมั้ยครับ? ที่สำคัญ, ร้านแถวบ้านผมนั้น เต็มไปด้วย อากงอาม่า ที่ไม่ได้รู้เรื่องการขายผ่านอินเตอร์เน็ตเลย จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าผมเข้าไปที่ร้านขายและซื้อของๆพวกเขาบ่อยๆ? ผมก็คงไม่ต้องมีคลังสินค้า เพราะมีคลังสินค้าอยู่ใกล้ตัว  แถมผมคงจะรู้สึกดีมากที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับผม และเพื่อนบ้านๆปพร้อมๆกัน บางที ผมอาจจะหวังที่จะช่วยสร้างรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขแก่คนใกล้ๆตัว เหมือนที่เจ้าของโรงงานคนนั้นทำอยู่ก็เป็นได้

ผมจึงตัดสินใจว่า ผมต้องหาโอกาศ ลองพาลูกไปเดินเล่นแถวๆบ้านให้ละเอียดกว่านี้
ผมน่าจะเพิ่มความกล้า ในการหันหน้าเข้าไปทำความรู้จักกับเพื่อนละแวกบ้านให้มากกว่านี้
และถ้าผมมีเวลา ผมก็น่าจะลองไปเดินเล่นให้ไกลขึ้นอีก

ไม่แน่ว่า ผมอาจจะได้พบกับสิ่งดีๆ ที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ใกล้บ้านของผมก็เป็นไปได้

ตอนต่อไป
“ดอกไม้งาม, ลุงแก่ๆ และ ความลงตัวแบบพอเพียง”

porpeangseller@hotmail.com
www.porpeangseller.com


More from รายได้เสริม รายได้พิเศษ


^ Back To Top